ปัญหารอยร้าวของตัวบ้าน

ปัญหารอยร้าวของตัวบ้าน มีวิธีรับมืออย่างไรบ้าง และสามารถแก้ไขปัญหานี้อย่างไร

ปัญหารอยร้าวของตัวบ้าน มีวิธีรับมืออย่างไรบ้าง และสามารถแก้ไขปัญหานี้อย่างไร

รอยร้าวลักษณะไหนอันตราย
รอยร้าวลักษณะไหนอันตราย

รอยร้าวเกิดจากอะไร ?

รอยร้าวบ้าน สามารถเกิดขึ้นได้บ่อยมากทั้งในบ้านเก่าและบ้านใหม่ เนื่องจากมีปัจจัยที่กระตุ้นให้เกิดขึ้นได้หลากหลาย ซึ่งนอกจากสาเหตุทางธรรมชาติแล้ว ยังมีสาเหตุอื่น ๆ อีกดังต่อไปนี้

1. การทรุดตัว เนื่องจากดินยุบและทำให้เกิดเป็นโพรงใต้บ้าน ส่วนใหญ่มักจะเกิดรอยร้าวขนาดเล็ก แต่บางครั้งก็สามารถส่งผลกระทบรุนแรงได้

2. การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ ที่ทำให้โครงสร้างขยายเมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น และทำให้โครงสร้างหดตัวเมื่ออุณหภูมิต่ำลง

3. ปฏิกิริยาจากดินที่ขึ้นอยู่กับความชื้นและความแห้ง

4. โครงสร้างไม่ดี หรือวัสดุไม่ได้มาตรฐาน

5. ปลูกต้นไม้ใกล้บ้าน จนทำให้รากชอนไชมาทำลายโครงสร้าง หรือส่งผลกระทบเรื่องการแย่งน้ำในดิน

6. ความเสียหายจากน้ำ เช่น ท่อตันหรือน้ำรั่ว จนซึมเข้าสู่ตัวบ้าน ทำให้โครงสร้างบวมหรือเปราะบาง

7. รับน้ำหนักจากของที่แขวนหรือห้อยไว้มากเกินไป จนทำให้ตึงและเกิดรอยร้าวในที่สุด

อันตรายของรอยร้าวแต่ละชนิด

1. รอยร้าวผนังแบบแตกลายงา

รอยร้าวแบบแตกลายงา เป็นรอยร้าวผนังที่สามารถพบเห็นได้บ่อยมากที่สุด โดยสาเหตุหลักๆ มาจาก

การผสมปูนที่ไม่ได้สัดส่วน
การฉาบปูน จากช่างที่ไม่มีความชำนาญ มากพอ
ไม่ได้บ่มน้ำ ก่อนฉาบปูนกับวัสดุ อย่างอิฐมวลเบา ที่มีความยืดหยุ่น กว่าอิฐปกติ ซึ่งเมื่อก่ออิฐมวลเบา เสร็จต้องมีการพรมน้ำบนอิฐและทิ้งไว้ 7 วันก่อนลงมือฉาบปูน แต่หลายคนอาจจะ ข้ามขั้นตอน ตรงนี้ไปเพราะใช้ระยะเวลานาน จึงก่อให้เกิดรอยร้าวบนผนัง แบบลายงาได้
โดยรอยร้าว ลักษณะนี้ ไม่เป็นอันตราย ไม่ส่งผลต่อโครงสร้างภายใน แต่ก็ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้นานเพราะเมื่อเกิดฝนตก ผนังจะกักเก็บความชื้นไว้ ทำให้ผนังบวม เกิดปัญหาสีลอกร่อน และเชื้อราได้ แนะนำให้อุดโป๊วด้วย วอลล์ พุตตี้ (Wall Putty) ทีโอเอ อะคริลิก ฟิลเลอร์ ซึ่งเป็นอะคริลิกอุดโป๊วสีขาว เปิดใช้ได้ทันที เมื่อโป๊วเสร็จแล้วสามารถทาสีทับได้ นอกจากนี้ยังไม่ทำให้สีทับหน้าเกิดการเหลืองตัวอีกด้วย

2. รอยร้าวผนังแบบแนวทแยง / เฉียงกลางผนัง

รอยร้าวผนังแบบแนวทแยง หรือแบบเฉียงกลางผนัง สามารถสันนิษฐานได้ว่าเกิดจากปัญหาเกี่ยวกับฐานรากของตัวบ้าน เป็นรอยร้าวที่ต้องได้รับการแก้ไขโดยด่วน โดยสาเหตุอาจเกิดจาก

เสาบางต้นในบ้านมีการทรุดตัว ทำให้ไม่สามารถรับน้ำหนักได้ดีเหมือนเดิม ส่งผลให้ผนังเกิดการแตกร้าวลงมา
การต่อเติมบ้านที่ไม่เป็นไปตามหลักการ ส่งผลให้เสาเดิมในบ้านไม่สามารถรับน้ำหนักได้
โดยรอยร้าวลักษณะนี้ถือเป็นรอยร้าวที่เป็นอันตราย เพราะจะเห็นได้ชัดเจนเลยว่าผนังจะเริ่มพังลงมาแล้ว ฉะนั้นควรรีบปรึกษาช่างผู้เชี่ยวชาญโดยด่วน เพื่อหาทางแก้ไขได้อย่างทันท่วงที

3. รอยร้าวเฉียง ๆ ตามมุมขอบวงกบ

รอยร้าวแบบต่อไปคือ รอยร้าวเฉียง ๆ ตามมุมขอบวงกบบริเวณหน้าต่าง หรือบานประตู โดยให้สังเกตดูว่า หากรอยไม่ได้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน ก็สามารถสันนิษฐานได้ว่าเกิดการยืดขยายของวงกบหน้าต่าง หรือบานประตู ที่อาจจะเกิดมาจากสภาพอากาศที่เมื่ออุณหภูมิสูงก็อาจทำให้โครงสร้างภายในมีการขยายตัว หากมีอุณหภูมิต่ำก็ทำให้โครงสร้างมีการหดตัวได้ โดยรอยร้าวลักษณะนี้ถือว่าไม่รุนแรง สามารถซ่อมแซมได้เอง

ในกรณีที่รอยแตกร้าวอยู่ภายในตัวบ้าน แนะนำให้ใช้ ทีโอเอ อะคริลิก ซีลแลนท์ ซึ่งมีทั้งแบบหลอด และแบบกระป๋อง กรณีที่เป็นรอยร้าว ที่อยู่ด้านนอกตัวบ้าน หรือรอยร้าวที่มีแนวโน้มว่าอาจจะขยายหรือหดตัวได้อีกบ่อย ๆ แนะนำให้ใช้ทีโอเอ โพลียูริเทน ซีลแลนท์ ซึ่งมีคุณสมบัติยืดหยุ่นตัวได้มากกว่า แต่ถ้าเกิดเป็นรอยร้าวแบบเฉียง ๆ ในทิศทางเดียวกัน เกิดเป็นร่องรอยที่สามารถสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจน และดูจะมีการขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ ให้สันนิษฐานว่ากำลังเกิดปัญหากับฐานรากอาคารที่มีการทรุดตัว ซึ่งควรที่จะเรียกช่างผู้เชี่ยวชาญเข้ามาซ่อมแซมโดยด่วน

4. รอยร้าวผนังแนวดิ่งกลางคาน

หากรอยร้าวเป็นแบบแนวดิ่งกลางผนัง รอยร้าวแนวตั้งจะมีลักษณะของรอยที่กว้างช่วงบน หรือแคบลงมา รอยร้าวนี้แสดงถึงปัญหาของโครงสร้างภายในอาคาร อย่างคานที่รับน้ำหนักมากเกินไป ทำให้หินหรืออิฐภายในผนังดันตัวจนเกิดเป็นรอยร้าว การคำนวณน้ำหนักโครงสร้างที่ผิดพลาด ทำให้อาคารรับน้ำหนักได้ต่ำกว่ามาตรฐาน โดยรอยร้าวลักษณะนี้เป็นอันตราย ควรเรียกช่างผู้เชี่ยวชาญมาซ่อมแซมโดยด่วน และให้ทำการย้ายของจากชั้นบนลงมาเพื่อเป็นการถ่ายเทน้ำหนักในเบื้องต้นก่อน

5. รอยร้าวแนวเฉียงที่หัวเสา (ลามไปถึงคาน)

รอยร้าวผนังประเภทต่อมาคือ รอยร้าวแนวเฉียงที่หัวเสา ที่อาจลามไปถึงคาน รอยร้าวนี้จะมีลักษณะทั้งแบบแนวเฉียง หรือแนวดิ่ง โดยมักจะเกิดขึ้นกับปลายทั้งสองข้างของคาน สาเหตุส่วนใหญ่จะมาจากการที่คานไม่สามารถรับน้ำหนักได้ไหว หรือการที่คานต้องรับน้ำหนักที่มากเกินกว่าที่คำนวณมาในตอนแรก ทำให้เสาและคานแยกตัวออกจากกัน รอยร้าวลักษณะนี้มีอันตราย อาจเป็นสาเหตุให้บ้านหรืออาคารถล่มลงมาได้ ควรเรียกผู้เชี่ยวชาญเข้ามาแก้ไขโดยด่วน

6. รอยร้าวบนพื้น

รอยร้าวบนพื้นจะมีลักษณะร่องรอยที่แตกต่างกันไป บ่งบอกถึงปัญหาที่แตกต่างกัน โดยเราจะขอหยิบยกมา 2 ประเภทให้ได้สังเกตกันคือ หากรอยร้าวบนพื้นมีลักษณะเป็นรอยร้าวแนวเฉียงเข้าหาเสาทั้งสี่มุม สามารถสันนิษฐานได้ว่าพื้นมีการแอ่นตัว เพราะต้องรองรับน้ำหนักที่มากเกินไป รอยร้าวบนพื้นรูปแบบต่อไปคือเป็นแนวเส้นตรง หรือเป็นรูปตีนกา สามารถสันนิษฐานได้ว่าตัวคอนกรีตอาจมีการยืดและหดตัวตามสภาพภูมิอากาศ หากเป็นรอยลึกให้ระมัดระวังในเรื่องของการรั่วซึม เพราะอาจส่งผลต่อโครงสร้างของเหล็กภายใน ที่อาจก่อให้เกิดสนิม และแตกร้าวออกมาได้ ออกแบบภายใน

ทั้งนี้อาจจะสังเกตจากช่องบนกรอบประตูหรือหน้าต่างร่วมด้วยก็ได้ เพราะถ้าเห็นช่องว่างหรือแสงเล็ดลอดเข้ามา อาจจะสื่อถึงปัญหาฐานรากหรือการทรุดตัว จนทำให้เกิดรอยร้าวนั่นเอง

วิธีสังเกตรอยร้าวภายในบ้าน
วิธีสังเกตรอยร้าวภายในบ้าน

วิธีสังเกตความเสียหายของรอยร้าว

เมื่อทำความรู้จักกับรอยร้าวทั้ง 6 ประเภทกันแล้ว ให้คุณลองออกไปสำรวจตามจุดต่างๆ ของบ้านกันดู หากไม่แน่ใจว่ารอยร้าวที่เกิดขึ้นเป็นอันตรายหรือไม่ เราแนะนำให้คุณเอาเอาดินสอขีดแล้วลงวันที่เอาไว้ เพื่อบันทึกการเปลี่ยนแปลงของรอยแตกร้าวนั้นว่ามีการขยายตัวไปในลักษณะใด พร้อมกับลงบันทึกขนาดของรอย ทั้งทางยาวและทางกว้าง ทีนี้เราก็จะสามารถสังเกตได้ง่ายขึ้นว่า ร่องรอยนั้นมีการขยายตัวเพิ่มขึ้นมากน้อย และรวดเร็วแค่ไหน เพื่อให้เราสามารถซ่อมแซมรักษาได้อย่างทันท่วงที

เพดาน
รอยร้าวบนผนังที่สังเกตเห็นได้ส่วนใหญ่ มี 3 ประเภทด้วยกัน คือ รอยร้าวแนวดิ่ง แบบใยแมงมุม และรอยร้าวจากเพดานยุบตัว ส่งผลให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ดังนี้

1. รอยร้าวแนวดิ่ง

รอยร้าวแนวดิ่ง หรือรอยร้าวแนวตั้ง มีลักษณะของรอยร้าวเป็นเส้นตามแนวยาวตั้งแต่เพดานลงมาจนถึงผนัง สื่อถึงความเสียดายทางด้านโครงสร้าง การทรุดตัวของฐานราก หรือผนังเปราะบาง ซึ่งเป็นปัญหาที่ค่อนข้างจะรุนแรง ควรรีบให้ผู้เชี่ยวชาญมาตรวจสอบและแก้ไขจะดีที่สุด

2. รอยร้าวแบบใยแมงมุม

รอยร้าวแบบใยแมงมุม สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งบนเพดาน ผนัง และพื้นบ้าน เป็นรอยร้าวที่มีขนาดเล็ก พบเห็นได้ตามปกติ ส่วนใหญ่ไม่มีความรุนแรงหรือปัญหาอะไร เพราะมักจะเกิดจากอายุที่เพิ่มขึ้นของบ้าน ทว่าถ้าหากรอยร้าวลักษณะนี้มีขนาดกว้างถึง 1/16 นิ้ว ควรรีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ เพราะอาจสื่อถึงการทรุดตัวหรือปัญหาฐานรากตั้งแต่แรกเริ่มได้

3. รอยร้าวที่มาพร้อมกับการยุบตัวของเพดาน

รอยร้าวที่มาพร้อมกับการยุบหรือพองตัวของเพดาน พบได้ค่อนข้างบ่อย ซึ่งอาจจะแสดงว่าฐานรากเริ่มมีปัญหา จนทำให้เพดานเคลื่อนตัวและเกิดรอยร้าวตามมา จึงถือเป็นรอยร้าวที่มีความรุนแรงชนิดหนึ่ง ถ้าหากพบแล้วควรรีบปรึกษาผู้เชี่ยวชาญโดยเร็ว

วิธีรับมือและซ่อมแซมรอยร้าวบ้าน

วิธีรับมือเมื่อพบรอยร้าวบนผนังและเพดานบ้าน ขั้นแรกให้เราตรวจสอบชนิดและวัดขนาดให้เรียบร้อย ถ้าหากเป็นรอยเล็กที่ไม่เป็นอันตรายก็ปล่อยทิ้งเอาไว้ได้ หรือใครอยากจะซ่อมแซมก็ทำได้หลายวิธี เช่น อุดด้วยวัสดุอุดโป๊วรอยร้าว ปิดด้วยโพลียูรีเทน ซีแลนท์ ฉาบด้วยซีเมนต์ซ่อมแซม และทาด้วยครีมซ่อมผนัง ทั้งนี้ต้องพิจารณาให้ชัวร์ว่ารอยร้าวนั้น ๆ ไม่ได้มาจากปัญหาโครงสร้างจริง ๆ เพราะไม่เช่นนั้นก็มีโอกาสจะเกิดซ้ำอีกครั้งได้

ส่วนรอยร้าวขนาดใหญ่และมีความเสี่ยงสูง รอยร้าวที่มาพร้อมกับความชื้น รอยร้าวที่ทำให้ผนังนูน และรอยร้าวที่เกิดขึ้นตรงกลางผนังและเพดาน ควรเรียกผู้เชี่ยวชาญมาตรวจสอบจะดีที่สุด โดยถ้าพบว่าสาเหตุมาจากปัญหาโครงสร้างและฐานราก ทางช่างจะได้แก้ไขที่ต้นตอ ด้วยการฉีดซีเมนต์เสริมความแน่นใต้ดิน ใช้ที่ยึดผนังให้แข็งแรง หรือหนุนฐานรากบ้าน เป็นต้น

นอกจากนี้ เรายังสามารถป้องกันไม่ให้เกิดรอยร้าวจากความเสียหายของฐานรากได้อีกด้วย โดยต้องดูแลดินรอบบ้านให้แข็งแรงมั่นคง ปลูกต้นไม้ขนาดเล็กให้ห่างจากบ้านอย่างน้อย 2 เมตร และปลูกต้นไม้ขนาดใหญ่ให้ห่างจากบ้านอย่างน้อย 5-10 เมตรนั่นเอง

มาถึงตอนนี้คงจะพอรู้กันแล้วว่ารอยร้าวบ้านแบบไหนเป็นอันตราย-ไม่เป็นอันตรายบ้าง ฉะนั้นถ้าหากพบรอยร้าวเล็ก ๆ ก็ไม่ต้องกังวลใจไป ลองตรวจสอบและวัดขนาดให้แน่ชัด แล้วซ่อมแซมด้วยตัวเองก็ได้ แต่ถ้าหากรอยร้าวเริ่มมีขนาดใหญ่หรือผิดปกติละก็ ขอแนะนำให้ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญจะดีกว่า เพราะหากเกิดปัญหาใหญ่ขึ้นมา จะได้รีบจัดการได้ทันนั่นเอง ออกแบบภายใน

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *