ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกราฟิก

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกราฟิก และที่จะมาแรงในปี 2022

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกราฟิก และที่จะมาแรงในปี 2022

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์กราฟิก

กราฟิก (Graphic) ที่มาของคำว่า กราฟิก มาจากภาษากรีก คือ
– Graphikos หมายถึง การวาดเขียน
– Graphein หมายถึง การเขียน

1.ความหมายของกราฟิก
มีผู้ให้ความหมายของ “กราฟิก” ไว้หลายประการด้วยกัน ดังนี้ คือ
– เป็นศิลปะอย่างหนึ่งที่แสดงออกด้วยความคิดอ่านโดยใช้เส้น รูปภาพ ภาพเขียนหยาบๆ ไดอะแกรม ฯลฯ
– การสื่อความหมายด้านการใช้ภาพวาด ภาพสเกต แผนภาพ การถ่ายภาพ และอื่นๆ ที่ต้องอาศัยศิลปะและศาสตร์ เข้ามาช่วยเพื่อทำให้ผู้ดูเกิดความคิดและการตีความหมายได้ตรงตามที่ผู้ส่งสารต้องการเช่นแผนภูมิ แผนภาพ ภาพโฆษณา การ์ตูน

– เป็นศิลปะแขนงหนึ่งที่แสดงความคิดด้วยการใช้เส้น จาก ภาษากรีก แปลว่า “To Write”
– วัสดุที่เกิดจากการวาดและการเขียนงานออกแบบต่างๆ ในสิ่งที่เป็นวัสดุ 2 มิติ มีความกว้างและความยาวเท่ากัน อันได้แก่ งานสถาปนิกในการเขียนแปลนบ้าน การเขียนภาพเหมือนของจิตรกร การออกแบบโฆษณาของช่างออกแบบ
– เป็นศิลปะหรือศาสตร์ในการเขียนภาพลายเส้น
– รวมไปถึงการพิมพ์ การแกะสลัก การถ่ายภาพ และการจัดทำหนังสือ

สรุปความหมายของ “กราฟิก”

กราฟิก หมายถึง การสื่อความหมายด้วยการใช้ศิลปะและศาสตร์ทางการใช้เส้น ภาพวาด ภาพเขียน แผนภาพ ตลอดจนสัญลักษณ์ทั้งสีและขาว-ดำ ซึ่งมีลักษณะที่เห็นได้ชัดเจน เข้าใจความหมายได้ทันที ตรงตามที่ผู้สื่อสารต้องการ
“คำที่มักใช้ผิด กราฟฟิก กราฟิกส์ กราฟฟิกส์”

ความหมายของ “คอมพิวเตอร์กราฟิก”

คอมพิวเตอร์กราฟิก หมายถึง การสร้งและการจัดการกับภาพกราฟิกโดยใช้คอมพิวเตอร์ซึ่งการพัฒนา
คอมพิวเตอร์กราฟิกเริ่มต้นมาจากการเป็น เทคนิคอย่างหนึ่งในการแสดงข้อมูลตัวเลขจำนวนมากๆ ให้อยู่ในรูปที่ชัดเจนกว่าเดิมและทำความเข้าใจได้ง่ายกว่าเดิม เช่น ข้อมูลอาจแสดงได้ในรูปของเส้นกราฟิก
แผนภาพ แผนภูมิแทนท ี่จะเป็นตารางของตัวเลข จากนั้นการใช้ภาพกราฟิกแสดงผลแทนข้อมูลหรือข่าวสาร
ที่ยุ่งยากก็มีการพัฒนามากขึ้นเรื่อยๆ ปัจจุบันมีการใช้ภาพกราฟิกในงานทุกๆ ด้านไม่ว่า ด้านธุรกิจ โรงงานอุตสาหกรรม งานศิลปะ การบันเทิง งานโฆษณา การศึกษา การวิจัย การฝึกอบรม และงานทางการแพทย์ จนเห็นได้ชัดเจนว่า คอมพิวเตอร์กราฟิก นั้นเริ่มมีความสำคัญ เนื่องจากเป็นเครื่องมือที่สามารถช่วยงานในการออกแบบทางด้านกราฟิกให้เป็ฯไปอย่างรวดรเร็วสะดวก ไม่ต้องอาศัยเครื่องมือจำนวนมาก อีกทั้งผู้ออกแบบเองก็สามารถดูผลงานการออกแบบของตนเองได้ทันที

2.การเกิดภาพบนเครื่องคอมพิวเตอร์
ลักษณะและความหมายของพิกเซล (Pixel)
พิกเซล (Pixel) มาจากคำว่า Picture กับคำว่า Element เป็นหน่วยพื้นฐานของภาพ คือ จุดสี่เหลี่ยมเล็กๆ ที่รวมกันทำให้เกิดเป็นภาพขึ้นภาพหนึ่งๆจะประกอบด้วยพิกเซลหรือ จุดมากมายซึ่งแต่ละภาพที่สร้างขึ้น
จะมีความหนาแน่งของจุด หรือพิกเซลเหล่านั้นแตกต่างกันออกไป
ความละเอียด (Resolution) เป็นตัวบอกถึงความละเอียดของภาพ โดยมีหน่วยเป็นพีพีไอ ppi ย่อมาจาก (Pixels Per Inch) คือจำนวนจุดต่อนิ้ว (dpi: คือ dot per inch) ภาพที่มีความละเอียดสูงหรือคุณภาพดี ควรจะมีค่าความละเอียด 300*300 ppi ขึ้นไป ค่า ppi สูงภาพจะมีความละเอียดคงชัดขึ้น
การแสดงผลของอุปกรณ์แสดงผล (Output Devices) ตัวอย่างเช่น เครื่องพิมพ์ (Printer) แบบดอตแมทริกช์ (Dot-matrix) หรือเลเซอร์ (Laser) รวมทั้งจอภาพ จะเป็นการแสดงผลแบบ Raster Devices คือ อาศัยการวมกันของพิกเซลออกมาเป็นรูป

3.การประมวลภาพคอมพิวเตอร์กราฟิก
วิธีการประมวลผลภาพคอมพิวเตอร์กราฟิกมี 2 แบบ คือ
1. การประมวลผลแบบ Raster หรือ Bitmap
2. การประมวลผลแบบ Vector

1.การประมวลผลแบบ Raster
การประมวลผลแบบ Raster หรือ แบบมิตแมป (Bitmap) หรือเรียกว่าเป็นภาพแบบ Resolution Dependent ลักษณะสำคัญของภาพประเภทนี้ ประกอบขึ้นด้วยจุดสีต่างๆที่มีจำนวนคงที่ตายตัว ตามการสร้างภาพที่มีความละเอียดต่างกันไป ภาพแบบบิตแมปนี้ มีข้อดี คือ เหมาะสำหรับภาพที่ต้องการระบายสี สร้างสี หรือกำหนดสีที่ต้องละเอียดและสวยงามได้ง่าย ข้อจำกัดคือ เมื่อมีพิกเซลจำนวนคงที่ นำภาพมาขยายให้ใหญ๋ขึ้น ความละเอียดจะลดลง มองเห็นภาพเป็นแบบจุด และถ้าเพิ่มความละเอียดให้แก่ภาพ จะทำให้ไฟล์มีขนาดใหญ่ และเปลืองเนื้อที่หน่วยความจำมาก
ในระบบวินโดวส์ (Windows) ไฟล์ของรูปภาพประเภทนี้ คือ พวกที่มีส่วนขยายหรือ นามสกุล (Extension) เป็น .BMP , .PCX, .TIF, .JPG, .MSP, .PCD, .PCT โปรแกรมที่ใช้สร้างคือ โปรแกรมประเภทระบายภาพ (Painting Program) เช่น Paintbrush, Photoshop,Photostyler เป็นต้น

2. การประมวลผลแบบ Vector
การประมวลผลแบบ Vector เป็นภาพแบบเวกเตอร์ หรือ Object-Oriented Graphics หรือเรียกว่า เป็นรูปภาพ Resolution-Independent เป็นภาพที่มีลักษณะของการสร้างจากคอมพิวเตอร์ที่มีการสร้างให้แต่ละส่วนของภาพเป็นอิสระต่อกัน โดยแยกชิ้นส่วนของภาพทั้งหมดออกเป็นเส้นตรงรูปทรงหรือส่วนโค้ง โดยอ้างอิงตามความสัมพันธ์ทางคณิตศาสตร์ หรือการคำนวณซึ่งมีทิศทางการลากเส้นไปในแนวต่างๆ จึงเรียกประเภท Vector Graphic หรือ Object Oriented ภาพเวกเตอร์นี้มีข้อดีคือ สามารถเปลี่ยนแปลงขนาด โดยมีความละเอียดของภาพไม่ลดลง ภาพสามารถเปลี่ยนแปลงหรือย้ายได้และมีขนาดของไฟล์ที่เล็กกว่าพวกบิทแมป

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกราฟิก
ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกราฟิก

รวมเทรนด์ออกแบบ Graphic บนโลกดิจิตัล ที่น่าจับตามองในปี 2022

เทรนด์ของการออกแบบกราฟฟิคมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาตามยุคสมัย และ สิ่งที่ผู้คนกำลังให้ความสนใจ ซึ่งเทรนด์ที่กำลังจะเกิดขึ้นย่อมมีเหตุผล และ ที่มาที่ไปที่ทำให้ผู้คนหันมาสนใจค่ะ โดยการเปลี่ยนแปลงที่ว่านั้นเป็นเพราะ ศิลปะเป็นสิ่งที่มนุษย์ใช้ในการแสดงออกซึ่งอารมณ์ ความรู้สึก และแนวความคิดในแต่ละช่วงเวลา จึงไม่แปลกที่เราจะเห็นเทรนด์ใหม่ๆ เกิดขึ้นอยู่เสมอ จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมแบรนด์จึงต้องคอยอัปเดตเทรนด์ใหม่ๆ อยู่ตลอดเวลา ในช่วงเวลาใกล้สิ้นปีแบบนี้ STEPS Academy จึงได้รวบรวมเทรนด์สำหรับ Graphic Design ที่จะเกิดขึ้นในปี 2022 รวมไปถึงที่มาที่ไปของแต่ละเทรนด์มาฝากทุกท่านกันค่ะ หัวข้อในบทความ Motion Graphic
Motion Graphic หรือ กราฟฟิคในรูปแบบภาพเคลื่อนไหวจะมีอิทธิพลมากยิ่งขึ้นในปี 2022 เหตุเพราะในยุคดิจิทัล ที่การนำเสนองานมีเดีย สื่อโฆษณามาอยู่ในรูปแบบดิจิทัลมากยิ่งขึ้น และ แบรนด์ต่างๆ ล้วนมาให้ความสำคัญกับการทำการตลาดบนโลกออนไลน์ ส่งผลให้การแย่งชิงพื้นที่บนโลกออนไลน์มีความท้าทายมากยิ่งขึ้น การทำให้แบรนด์กลายเป็นที่รู้จักหรือ Brand Awareness จึงต้องอาศัยการสื่อสารที่มีความเข้มข้นมากยิ่งขึ้นเพื่อสื่อสารแบรนด์ไปยังกลุ่มเป้าหมาย การทำสื่อออกมาในรูปแบบของ Motion Graphic ทำให้แบรนด์สามารถสื่อสารได้ด้วยหลักการของ Storytelling ค่ะ เพราะการทำ Motion Graphic เราจะเห็นถึงความเคลื่อนไหว จังหวะ ความรวดเร็ว ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงสื่งที่เพิ่มความน่าสนใจให้กับชิ้นงานเท่านั้น แต่ยังสามารถสะท้อนตัวตนของแบรนด์ให้ผู้บริโภคเข้าใจและเห็นภาพมากยิ่งขึ้น เปรียบเสมือนกับนักเต้นที่มีการเคลื่อนไหวเช่นเดียวกัน แต่ในรายละเอียดของการเคลื่อนไหวเหล่านั้นสามารถสะท้อนตัวตนของนักเต้นแต่ละคนออกมาได้

Nostalgia หรือ กราฟฟิคแนวย้อนยุค ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมานี้โลกของเราได้เผชิญกับปัญหามากมายทั้งวิกฤตของโรคระบาดที่ส่งผลกระทบไปถึงวิกฤตทางเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง หรือเรียกได้ว่ามีความวุ่นวายเกิดขึ้นมากมายค่ะ ซึ่งความวุ่นวายและสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนเหล่านี้สะท้อนออกมาในเทรนด์ Graphic แบบ Nostelgia นั่นเองค่ะ Nostalgia ในภาษาไทยหมายถึง อาการคิดถึง โหยหาถึงเรื่องราวในอดีต หากยกตัวอย่างให้เข้าใจชัดเจนเราจะเห็นได้ว่าเรื่องราว หรือ สิ่งของในอดีตที่กลับมาได้รับความนิยมในปัจจุบันมีให้เห็นมากมายค่ะ เช่น ซีรี่ย์ที่พูดถึงเรื่องราวในอดีตอย่าง Stranger Things หรือ Reply 1988 หรือ อาจจะเป็นของสะสมที่เรามีกันในอดีตอย่างรูปถ่ายจากกล้องฟิล์ม หรือรูปถ่ายจากตู้ถ่ายรูปสติ๊กเกอร์ที่ได้รับความนิยมมากยิ่งขึ้น

ภาพสะท้อนเหล่านี้ถูกสะท้อนออกมาในเทรนด์ของการทำการฟฟิคเช่นเดียวกัน เทรนด์ของ Nostalgia จึงเป็นในรูปแบบของกราฟฟิคที่มีส่วนผสมของยุค 80-90 มีสไตล์ของฟอนต์ที่มีความโดดเด่น มีแนวทางของการเล่นสีที่ฉูดฉาด การใส่กริมมิคของภาพเป็นสัญลักษณ์ที่สะท้อนให้เห็นถึงเรื่องราวในอดีต ผสมผสานความเป็น Old-school ที่ทำให้รู้สึกถึงความสบายใจ และเหมือนได้ย้อนเวลากลับไปถึงอดีตอีกครั้งนั่นเองค่ะ

Maximalism เชื่อว่าผู้อ่านหลายท่านคงเคยได้ยินคำว่า Minimal ที่เป็นที่นิยมทั้งในรูปแบบของกราฟฟิค ไปจนถึงเทรนด์การตกแต่งบ้าน ซึ่งเป็นรูปแบบที่สื่อถึงความเรียบง่าย น้อยชิ้น ไม่สลับซับซ้อน และมีสีสันเพียงเล็กน้อยค่ะ แต่อีกหนึ่งเทรนด์ที่น่าจับตามองเป็นเทรนด์ของ Maximalism หรือ คำที่ตรงข้ามกับคำว่า Minimalism นั่นเองค่ะ

Maximalism เป็นที่มาของประโยคที่ว่า More is More จึงเป็นเทรนด์ที่มีความตรงข้ามกับ Minimalism โดยสิ้นเชิงค่ะ กล่าวคือ มีการใช้สีที่ชัดมากยิ่งขึ้น มีลวดลาย เลเยอร์ และ รายละเอียดที่มีความซับซ้อนมากยิ่งขึ้น รวมไปซึ่งฟอนต์ที่มีรายละเอียดในลายเส้นมากยิ่งขึ้นเช่น Serif Font หรือ ฟอนต์โรมันค่ะ อีกทั้ง Maximalism จะเป็นกราฟฟิคที่แทบจะไม่มีพื้นที่สีขาวปรากฏอยู่ในภาพ เรียกได้ว่าอาจจะเป็นการรวมตัวกันขององค์ประกอบต่างๆ ที่ดูแล้วอาจขัดกันอย่างสิ้นเชิงให้มาปรากฏอยู่ในงานเดียวกันค่ะ

Typography รูปแบบของฟอนต์จะถูกนำมาใช้ในกราฟฟิคเพื่อแสดงถึงอารมณ์และความรู้สึก เพื่อใช้ในการแสดงออกถึงตัวตนของแบรนด์มากยิ่งขึ้น ในปี 2022 ถูกคาดการณ์ไว้ว่า การดีไซน์กราฟฟิคจะหยิบยกฟอนต์มาใช้เพื่อเพิ่มสีสัน และ สร้างความมีชีวิตชีวาในผลงานมากยิ่งขึ้น

อย่างที่ผู้เขียนได้กล่าวไปข้างต้นว่างานศิลปะมีจุดประสงค์เพื่อแสดงออกถึงอารมณ์และความรู้สึกของเจ้าของผลงาน ในส่วนของฟอนต์จึงสามารถนำมาใช้เพื่อสื่อสารข้ามภาษาและวัฒนธรรมได้ค่ะ โดยฟอนต์เหล่านี้มีความท้าทายตรงที่ลักษณะของฟอนต์จะถูกออกแบบแตกต่างไปจากฟอนต์รูปแบบดั้งเดิม ทำให้อ่านได้ยากมากยิ่งขึ้นแต่กลับถ่ายทอดอารมณ์ และ ความรู้สึกผ่านตัวอักษรได้มากยิ่งขึ้น

Optimistic Design

Optimistic ในเชิงของการออกแบบกราฟฟิคจะอยู่ในรูปแบบของการถ่ายถอดอารมณ์ในเชิงบวก ความสนุกสนาน สามารถเข้าใจได้ง่าย ความเรียบง่ายที่เพิ่มมากยิ่งขึ้นให้เห็นถึงความจริงใจมากยิ่งขึ้นค่ะ เหตุผลที่เทรนด์กราฟฟิคในรูปแบบที่เรียบง่ายมากยิ่งขึ้นกำลังกลับมาเป็นเพราะธุรกิจไม่ได้ให้ความสำคัญกับการทำกำไรให้มากที่สุดเหมือนในอดีต แต่หันมาให้ความสำคัญกับการตอบแทนบางสิ่งบางอย่างสู่สังคมมากยิ่งขึ้น จึงเป็นที่มาของเทรนด์กราฟฟิคแนวนี้

ความจริงใจที่ถูกถ่ายถอดออกมาผ่านงานกราฟฟิค และ ความสลับซับซ้อนที่น้อยลงจะทำให้แบรนด์ดูมีความน่าเชื่อถือมากยิ่งขึ้น เหมาะกับในยุคที่ผู้คนมักมองหาความจริงใจ สะท้อนถึงความเข้าถึงได้ง่าย และตัวตนของแบรนด์ได้ดีมากยิ่งขึ้น สำหรับแบรนด์ หรือ ผู้ประกอบการที่กำลังมองหาไอเดียในการออกแบบกราฟฟิคของตัวเองอยู่ แนวทางแบบ Optimistic Design จึงเป็นอีกทางเลือกที่น่าสนใจค่ะ Muted Colour อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญของงานกราฟฟิคคือการเลือกใช้สีค่ะ ซึ่งเทรนด์ของสีในแบบ Muted ซึ่งจะเป็นเฉดสีที่ตรงข้ามกับ Vivid colour หรือสีสดใส เป็นสีที่มีความเข้มของสีต่ำ หรือเป็นสีที่ถูกผสมด้วยสีเทา หรือสีดำ โดย Muted colour จะให้ความรู้สึกถึงความเงียบสงบ ความปลอดภัย ความจริงใจ และในขณะเดียวกันยังมีความทันสมัยอยู่ในตัวด้วยค่ะ

สรุป เทรนด์ Graphic Design ที่น่าจับตามองในปี 2022 มีดังต่อไปนี้ Motion Graphic หรือ กราฟฟิคแนวเคลื่อนไหว สอดคล้องไปกับการนำเสนองานที่อยู่บนรูปแบบของดิจิทัล Nostalgia หรือ กราฟฟิคแนวย้อนยุค สะท้อนให้เห็นถึงภาพจำของอดีตผ่านงาน Maximalism ขั้วตรงข้ามกับงานแนว Minimalism ที่ใส่ความไม่เข้ากันให้อยู่ในงานเดียวกันอย่างลงตัว Optimistic Design งานกราฟฟิคที่ให้ความรู้สึกในเชิงบวก แสดงถึงความจริงใจผ่านผลงาน Muted Colour ว่าด้วยเรื่องของสีที่ให้ความหรูหราแต่ยังคงความรู้สึกถึงความเข้าถึงง่าย และ ความจริงใจของแบรนด์ เป็นอย่างไรกันบ้างคะสำหรับเทรนด์ของ Graphic Design สำหรับปี 2022 ที่ได้นำมาฝากกันในวันนี้ ถึงอย่างไรก็ตามทุกเทรนด์ที่ได้หยิบยกมาในบทความนี้เป็นเพียงการคาดการณ์รูปแบบของกราฟฟิคที่มีแนวโน้มจะได้รับความนิยมในปี 2022 นี้ค่ะ ผู้เขียนหวังว่าทุกท่านจะสามารถหยิบยกเทรนด์ในการออกแบบไปปรับใช้ในคอนเทนต์กับแต่ละธุรกิจได้อย่างเหมาะสม และสื่อสารไปยังกลุ่มเป้าหมายได้ตรงใจมากยิ่งขึ้น

6 สิ่งที่ Graphic Designer ต้องรู้

1. Raster และ vector

ภาพแบบ Raster (หรือบางคนเรียกว่าภาพ Bitmap) จะสร้างขึ้นมาด้วย จุด (pixels) จำนวนมากๆ มาต่อเรียงๆ กันเพื่อให้เกิดภาพขึ้นมา ซึ่งถือว่าเป็นภาพที่คนใช้กันมากที่สุด เพราะสามารถปรับแต่งได้ง่าย ไฟล์มีขนาดไม่มากนัก อย่างภาพที่เราถ่ายมาจากกล้องก็เป็นภาพแบบ Raster นั่นเอง แต่มันก็มีข้อเสียในเรื่องของความคมชัด ถ้าเราไปขยายขนาดภาพมากจนเกินไป ก็จะสูญเสียความคมชัดไป

ภาพแบบ Vector คำนี้ Graphic Designer คงได้ยินกันบ่อยๆ แน่นอน เพราะมันเป็นภาพที่สร้างจากโปรแกรมที่เราคุ้นๆ กันอย่าง illustrator ภาพแบบ Vector ถูกสร้างขึ้นโดยใช้จุดที่มีการกำหนด X และ Y ซึ่งต้องใช้คอมพิวเตอร์ในการคำนวนจุดต่างๆ ซึ่งภาพประเภท Vector จะขยายให้ใหญ่ๆ หรือย่อให้เล็กๆ ได้โดยไม่ทำให้ความคมชัดลดลง ซึ่งนิยมเอาไว้สร้าง Logo (เพราะมันขนาดหรือย่อเท่าไหร่ก็ได้)

การเลือกภาพทั้ง 2 แบบไปใช้ก็แล้วแต่ชนิดงานที่เราต้องการนั่นเอง

2. CMYK and RGB

CMYK คือสีที่เกิดจากสี Cyan(สีฟ้า) , Magenta(สีม่วง) , Yellow(สีเหลือ) , Key(สีดำ – ที่ต้องใช้ตัว K เพราะตัว B จะไปซ้ำกับ RGB)

CMYK เป็นสีที่เกี่ยวข้องกับงานพิมพ์ของพวกงานพิมพ์ เอกสาร นิตยสาร ใบปลิว โบรชัวร์ หรือทุกๆ อย่างที่ต้องใช้เครื่องพิมพ์ ในการพิมพ์ออกมา

RGB คือสีทางแสง ก็คือสีหน้าจอคอมพิวเตอร์เรานั่นเอง ซึ่งประกอบไปด้วยสี Red(สีแดง) Green(สีเขียว) Blue(สีน้ำเงิน)

ตอนที่เราเริ่มจะสร้างงานใหม่ๆ ที่ตัวโปรแกรมจะมีให้เราเลือกว่าจะใช้สี CMYK หรือ RGB ซึ่งก็ดูว่าเราจะใช้ทำงานอะไรนั่นเอง ถ้าเราทำงานที่ต้องมีการพิมพ์ออกมาก็ต้องใช้เป็น CMYM ซึ่งถ้าเราเลือกใช้ผิด ก็จะเกิดปัญหาสีเพี้ยน แต่ถ้าเราออกแบบ website ก็สามารถเลือกใช้ RGB ได้เลย เพราะ RGB ให้สีที่สดกว่า และมีโทนสีให้เลือกมากกว่า

3. DPI and PPI

สองอย่างนี้เป็นสิ่งที่คนส่วนมากมักจะสับสนกันซึ่งความแตกต่างของมันก็มีดังนี้เลย

DPI หรือ Dots Per Inch เป็นหน่วยตัวเลขของจำนวนจุดต่อนิ้วที่พิมพ์ออกมาของภาพโดยใช้เครื่องพิมพ์

PPI หรือ Pixels Per Inch เป็นหน่วยตัวเลขของ pixel ต่อนิ้วของภาพที่ปรากฏบนหน้าจอคอมพิวเตอร์

สรุปง่ายๆ คือ DPI คืองานพิมพ์ , PPI คือหน้าจอคอมพิวเตอร์

สำหรับใครที่ต้องการจะสร้างงานที่ต้องพิมพ์ขึ้นมา ก็ควรใช้ 300DPI เพราะเป็นเหมือนมาตรฐานสำหรับงานพิมพ์ภาพที่คมชัดที่สุด

สำหรับ PPI เมื่อเราปรับ (เช่นใน Photoshop) เรายิ่งปรับมาก เวลาเราขยายภาพ ก็จะสูญเสียรายละเอียดของภาพน้อยลงนั่นเอง และสมัยนี้หน้าจอก็มีการรองรับ PPI สูงๆ เช่น จอ Retina ที่ต้องใช้ PPI ที่สูงกว่าปกติเพื่อความคมชัด แต่เราก็ต้องระวังนะครับ เพราะเมื่อปรับ PPI สูงๆ ก็เท่ากับขนาดของไฟล์ PSD ที่มากตามไปด้วย

4. Typography

เรื่องนี้ถือเป็นอีกหนึ่งเรื่องสำคัญที่ Graphic Designer ควรจะทำความเขาใจกับมันให้มากๆ เลยแหละ เพราะ Typo แต่ละชนิดก็สื่อความหมาย สื่ออารมณ์ที่ต่างกันไป ยกตัวอย่าง Typo ที่เป็นลายเส้นหรือตัวเขียน ก็เหมาะที่จะใส่ลงไปในงานที่สนุกๆ คนดูอาจจะเป็นวัยเด็กๆ หรือ Typo ประเภทที่มีเชิง (Serif) ก็เหมาะกับงานหรูๆ แม้แต่ความหนาของตัว Typo เองก็บงบอกความหมายได้มากเช่น ตัวหน้า (bold) จะเหมาะกับการเป็น headline

5.Grids คำสั่นๆ ที่ใช้กันยากเหลือเกิน

จริงๆ แล้ว Grids นั่นเป็นสิ่งสำคัญมากๆ สำหรับงานออกแบบแต่ Graphic Designer มือใหม่บางคนไม่ยอมที่จะใช้มัน จริง Grids นั่นสร้างมาเพื่อให้งานของเราเป็นระเบียบ อย่างเช่นขอบหน้าของงาน หรือแม้แต่ Typo ต่างๆ ที่เราต้องการจะจัดให้ตรง อย่างใน InDesign ก็จะใช้ Grids ในการจัด column ให้ตรงกัน ในการออกแบบ website ก็ต้องใช้ Grids ในการจัดหน้าของเว็บไซต์ให้ได้ตาม Grids เพื่อความสะดวกรวดเร็วเวลาที่ programer นำไปทำต่อ สรุปแล้ว Grids นั่นสำคัญเวลาเราจัด composition การจัดความ balance ให้กับ Typo หรือรูปภาพในงานออกแบบเรานั่นเอง

6. Logo design vs branding

logo ที่ดีจะมีพลังในการสร้างสิ่งมาต่อยอดมากมาย สามารถสร้าง Branding ที่สวยงามให้ออกมาง่ายๆ (ถ้า logo มีจุดเด่นมากพอนะ) logo จะช่วยสร้างความน่าสนใจให้กับบริษัท กับสินค้นของเราได้มาก ซึ่งเป็นงานที่ท้าทายมากของ Graphic Designer เพราะเราจะต้องกลั่นกรองบริษัทของลูกค้าทั้งบริษัท ให้ออกมาอยู่ใน logo เพียงแค่ตัวเดียว ต้องนำความหมายทั้งหมด มาใส่ใน Graphic เล็กๆ ชิ้นเดียว logo ที่ดีจะต้องสามารถใช้งานได้ยาวนาน ลองสังเกตุ Brand ใหญ่ๆ จะมีการปรับเปลี่ยน logo น้อยมากอาจจะประมาณ 10 ปีต่อครั้ง เวลาจะสร้าง logo ขึ้นมาหนึ่งชิ้นควรเริ่มจากการหาจุดเด่นของ Brand ให้ได้ซะก่อน ยกตัวอย่าง London Underground ซึ่งเป็นรถไฟฟ้าใต้ดินที่มีมาอย่างยาวนาน รับทำ SEO

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *